Recommend Trade

คู่มือนักเทรดเหรียญคริปโต สำหรับมือใหม่

มิถุนายน 5, 2019

author:

คู่มือนักเทรดเหรียญคริปโต สำหรับมือใหม่

คู่มือนักเทรดเหรียญคริปโต สำหรับมือใหม่ ก่อนเทรดเหรียญคริปโตสำหรับมือใหม่ต้องรู้จักข้อมูลที่เป็นพื้นฐานในโลกคริปโตก่อน รับรู้ถึงความเสี่ยง ผลกำไร ประเภทของกระเป๋า หรือ Bitcoin Wallet สายเทรดในลักษณะต่างๆ ที่คุณถนัด

คู่มือนักเทรดเหรียญคริปโต

ประเภทกระเป๋า Bitcoin ที่คุณควรรู้ไว้

การจะมีบิทคอยน์ ในครอบครองได้นั้น สิ่งแรกที่คุณจะต้องมีเลยก็คือ กระเป๋าบิทคอยน์ หรือ Bitcoin Wallet เพราะอย่าลืมว่าเงินบิทคอยน์มันเป็นเงินดิจิตอล ไม่มีตัวตน ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องใช้กระเป๋าดังกล่าว ในการเก็บข้อมูลจำนวนเงินบิทคอยน์เอาไว้ครับ โดยกระเป๋า Bitcoin Wallet นั้นมี 3 ประเภท

  1. Software Wallet : เป็นรูปแบบของกระเป๋าที่รันบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ ซึ่งลักษณะของกระเป๋าประเภทนี้ จะให้คุณดาวน์โหลดตัวโปรแกรมกระเป๋าเงินมาติดตั้งไว้บนเครื่อง ข้อดีคือมีความปลอดภัยสูงเพราะคอมพิวเตอร์ส่วนตัวนั้นไม่มีใครสามารถเข้าถึงมันได้นอกจากคุณ แต่ข้อเสียคือมันไม่ค่อยสะดวกมากเท่าไหร่ เพราะเวลาจะโอนเงิน รับเงิน ก็จะต้องเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาเพื่อรันโปรแกรมกระเป๋า นอกจากนั้นมันยังเปลืองเนื้อที่ในการเก็บข้อมูลบล็อกด้วย ในกรณีที่คุณเลือกเปิดให้เครื่องเป็น Node ของระบบ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีกระเป๋าประเภทแอพพลิเคชั่นมือถือให้บริการแล้ว ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
  2. Web Wallet : กระเป๋าเงินออนไลน์ ที่ใช้งานผ่านอินเตอร์เน็ต กระเป๋าแบบนี้คุณไม่จำเป็นต้องเก็บอะไรไว้บนเครื่องทั้งนั้นยกเว้นรหัสเข้ากระเป๋าของคุณ ข้อดีคือใช้งานง่าย ไม่ต้องรับภาระเก็บข้อมูลเหมือนกระเป๋าซอฟต์แวร์ แต่ข้อเสียคืออาจตกเป็นเป้าโจมตี ของอาชญากรไซเบอร์ได้
  3. Hardware Wallet : เป็นรูปแบบของการเก็บข้อมูลไว้ในฮาร์ดแวร์ที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ (ลักษณะคล้ายกับ USB เมื่อจะใช้งานก็แค่เสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์แล้วกดรหัสผ่าน) ข้อดีคือปลอดภัยสูงมาก แต่ข้อเสียก็คือมักมาพร้อมกับราคาที่แพงด้วย (ประมาณ 1-2 พันบาทคือราคาเริ่มต้น ของกระเป๋าสตางค์ประเภทนี้ ในขณะที่กระเป๋าแบบอื่นส่วนใหญ่ ให้ใช้งานฟรี)

คุณเป็นนักเทรดสายไหน

  1. สายลงทุน : คำว่าลงทุนก็เหมือนกับหุ้น กล่าวคือนักลงทุนสายนี้เหมาะกับการถือยาวๆ เป็นหลัก ปล่อยให้มูลค่าของเหรียญพุ่งสูงขึ้นในระดับหนึ่งก่อน ค่อยขายออกไปเพื่อทำกำไรส่วนหนึ่งหรือทั้งหมด ข้อดีของสายลงทุนคือ ไม่ต้องรับกับความผันผวนของราคาซื้อขายมากเกินไป เพราะเน้นเล่นยาวๆ อยู่แล้ว นักลงทุนสายนี้ส่วนใหญ่จะเลือกเก็บเหรียญไว้ในที่ปลอดภัย จนกว่าจะถึงเวลาขายเหรียญที่เหมาะสมจริงๆ
  2. สายเทรด : นักลงทุนสายนี้เน้นเล่นสั้นๆ คือเข้าซื้อขายแบบวันต่อวัน เน้นกำไรระยะสั้น อาจจะได้น้อยหน่อย แต่ถ้าขาย Volume สูงๆ วันนึงก็ได้เยอะอยู่เหมือนกัน เหมาะกับคนทุนหนาพอสมควร และส่วนใหญ่เหมาะกับนักลงทุนเก็งกำไรมืออาชีพ ที่รู้จุดเข้าออก อย่างที่รู้กันน่ะแหละว่าตลาดคริปโต มันค่อนข้างที่จะผันผวนสูงอยู่แล้ว ถ้าไม่เชี่ยวชาญ ในการเล่นสไตล์เทคนิคจริงๆ ก็อยู่ยาก
  3. สายเหรียญทางเลือก : หรือสายกระจายความเสี่ยง สายนี้ไม่เน้นที่บิทคอยน์อย่างเดียว แต่จะเน้นไปที่เหรียญอื่นๆ ด้วย (เฉพาะเหรียญที่ได้รับความนิยม หรือมีมูลค่าสูงๆ) สายเหรียญทางเลือกส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การลงทุนครับคือซื้อแล้วถือรอให้ราคาเหรียญขึ้นสูงๆ พอได้กำไรเยอะๆ หน่อยก็จะขายออก แล้วไปลงทุนกับเหรียญอื่นๆ ที่น่าสนใจต่อ
  4. สายขุด : นักลงทุนสายขุด เป็นนักลงทุนที่จะลงทุนกับเครื่องมือขุดเหมือง เพื่อเอาเหรียญจากระบบ มาขายในจังหวะที่ราคาของเหรียญนั้นอยู่ในระดับที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตามนักลงทุนสายนี้จะต้องลงทุนสูงกับเครื่องขุด

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงในการเทรด

  1. เทรดโดยไร้แผน : การเทรดบิทคอยน์ คุณจะต้องมีการวางแผนอย่างรัดกุมก่อนจะเข้าเทรด คุณไม่สามารถเทรดแบบอาศัยดวง ซื้อแล้วถือรอให้มูลค่ามันขึ้นได้อย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว เพราะตลาดบิทคอยน์ มีความผันผวนมากขึ้น ถ้าซื้อแล้วถือรอให้มูลค่าเพิ่มก็ไม่รู้ว่าจะต้องรอนานแค่ไหน ดังนั้นคุณจะต้องหาจังหวะดีๆ ในการเข้า และออก นั่นหมายถึงการเทรดผ่านการวางแผน ซึ่งการวางแผนนั้นก็มาจากการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ แล้วคาดเดาถึงจุดที่สมควรลงทุนแล้วมีโอกาสได้กำไรมากที่สุด และก็อย่าลืมแผนการบริหารเงินทุนในมือ กับแผนการรับความเสี่ยง เมื่อเทรดผิดพลาดด้วย
  2. เทรดหมดหน้าตัก : จัดว่าเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอีกเช่นกัน เพราะอย่างที่บอกไปว่า ตลาดบิทคอยน์มันมาถึงจุดที่ผันผวนอย่างมาก ผู้คนไม่สามารถคาดเดาราคาของมันได้ง่ายๆ ดังนั้นอย่าลงเงินทั้งหมดไปที่บิทคอยน์ครับ ให้กระจายความเสี่ยงไปยังเหรียญอื่นๆ บ้าง เมื่อบิทคอยน์ราคาตก คุณยังสามารถเทรดทำกำไรกับเหรียญอื่นๆ ได้อยู่
  3. เทรดโดยไม่วิเคราะห์ข่าวสาร : ปฏิเสธไม่ได้ว่า ข่าวสาร ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดคริปโต และตลาดบิทคอยน์ เพราะอย่างที่บอกว่าตลาดมีความผันผวนสูงมาก มันจึงทำให้นักลงทุนเกิดความวิตกกังวล และขี้กลัว ตื่นตูมได้ง่ายกว่าตลาดอื่นๆ ดังนั้นเมื่อมีข่าวอะไรออกมา มันมักส่งผลต่อกราฟราคาเสมอ คุณจึงควรดูทิศทางลมโดยการวิเคราะห์ข่าวให้ดีก่อนค่อยหาจังหวะเทรด อย่าเข้าไปแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ เพราะอาจจะเจ็บตัวได้

ปรับตัวอย่างไร ถ้าหากบิทคอยน์ ราคาตก

ในปี 2018 – ต้นปี 2019 ที่ผ่านมานั้นถือว่าเป็นปีที่ตลาดบิทคอยน์ และเหรียญคริปโตทั้งหลาย ซบเซาลงอย่างมาก ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นได้จากการที่ตลาดนั้นเข้าสู่ภาวะหมี ส่งผลทำให้เหรียญคริปโตราคาตกกันทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่เหรียญอันดับหนึ่งอย่างบิทคอยน์เลยทีเดียว ทีนี้นักลงทุน จะเอายังไงดี ในช่วงตลาดซบเซา ซึ่งผู้นักเทรดบิทคอยน์หลายๆ ท่านได้แนะนำหลายวิธีหลักๆ

  1. เป็นโอกาสดีในการกว้านซื้อเหรียญราคาถูก : การที่เหรียญคริปโต โดยเฉพาะบิทคอยน์ราคาตกนั้น แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่แย่อย่างมากสำหรับนักลงทุน แต่ก็เป็นโอกาสดีๆ เช่นกันในการเก็บเหรียญบิทคอยน์ ในช่วงที่ราคามันถูกลงจากปีที่แล้วมากๆ ครับ และก็สามารถใช้วิธีการนี้ได้กับเหรียญอื่นๆ ด้วยเช่นกัน
  2. กระจายความเสี่ยงไปยังเหรียญอื่นๆ : สำหรับท่านที่ไม่ต้องการลงเงินไว้กับ Bitcoin เพียงอย่างเดียว ก็สามารถที่จะใช้โอกาสนี้ ในการลงทุนกับเหรียญอื่นๆ ได้เช่นกัน ซึ่งการกว้านซื้อเหรียญ ในจังหวะที่ตลาดกำลังเป็นภาวะหมี แน่นอนว่าจะทำให้คุณซื้อเหรียญได้ถูกมากๆ
  3. เทรดระยะสั้น เพื่อทำกำไร : แม้ตลาดจะอยู่ในช่วงขาลง แต่มันก็ไม่ได้ดิ่งลงซะทีเดียว มันมีการกระเตื้องขึ้นเป็นช่วงๆ ตามแรงซื้อของนักลงทุน ที่เข้ามากว้านซื้อเหรียญ ดังนั้นคุณอาจจะใช้จังหวะนี้ทำกำไรจากการเทรดระยะสั้นได้เหมือนกัน หากจับจังหวะดีๆ อาจจะทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องก็เป็นได้
  4. เก็บเหรียญเอาไว้ รอตลาดกระทิงอีกครั้ง : ถ้าหากคุณไม่ร้อนเงิน ก็อาจจะเลือกเก็บเหรียญเอาไว้ เพื่อขายต่อในช่วงที่ตลาดกลับสู่ภาวะกระทิงอีกครั้งได้ครับ ซึ่งมันอาจจะทำกำไรให้คุณได้อย่างมหาศาลเลยก็เป็นได้

ตลาดหมี ตลาดกระทิง คืออะไร

ในการลงทุนกับบิทคอยน์ หรือเงินคริปโตนั้น สิ่งแรกๆ ที่เราจำเป็นจะต้องรู้ ก็คือ การมองให้ออกว่าตลาดอยู่ในภาวะกระทิงหรือหมี ซึ่งฟังมาถึงตรงนี้ มือใหม่หลายๆคน อาจจะไม่ค่อยเข้าใจมากนัก อะไรหมี อะไรกระทิง? ตลาดกระทิง และตลาดหมี มันคืออะไรกันแน่

  1. ตลาดกระทิง หรือ Bullish Market : เป็นคำที่ใช้เรียกภาวะที่ตลาดกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น กราฟราคาจะพุ่งขึ้นจนกลายเป็น Uptrend อย่างเห็นได้ชัดเจน ซึ่งตลาดกระทิงนั้นเป็นช่วงที่นักลงทุนทุกคนชื่นชอบ เพราะไม่ว่าจะซื้อเหรียญไหน ซื้อบิทคอยน์เท่าไหร่ มันก็จะยังสามารถทำกำไรได้ เนื่องจากความต้องการที่จะซื้อเหรียญนั้นๆ มีสูงมาก (พลังของความต้องการซื้อ ทำให้เหรียญมีมูลค่าสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงจุดหนึ่ง ที่นักลงทุนหมดความต้องการซื้อไปแล้ว)
  2. ตลาดหมี หรือ Bearish Market : เป็นคำที่ใช้เรียกภาวะที่ตลาดกำลังอยู่ในช่วงขาลง กราฟราคาจะมีการปรับตัวลงเข้าสู่ดาวน์เทรนด์ อย่างเห็นได้ชัดเจน เป็นช่วงที่นักลงทุนส่วนใหญ่ ไม่ชอบ เพราะราคาเหรียญตกขายทำกำไรยาก โอกาสขาดทุนมีสูงมาก แต่ก็มีนักลงทุนอีกกลุ่มหนึ่งที่ชอบตลาดขาลง เพราะสามารถกว้านซื้อเหรียญได้ในราคาต่ำกว่าปกติ เพื่อทำกำไรช่วงสั้นๆ ได้ เพราะแม้จะเป็นช่วงขาลงของตลาด แต่กราฟก็จะไม่ดิ่งลงซะทีเดียว มีกระเตื้องเป็นช่วงๆ ตรงนี้แหละโอกาสให้คุณเข้าทำกำไรได้ในระยะสั้น
เพิ่มเพื่อน